คำตอบสั้น: หลักการที่ใช้กันแพร่หลายคือเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อหนึ่งออเดอร์ ระดับนี้ทำให้พอร์ตทนต่อการขาดทุนติดต่อกันหลายไม้ได้โดยไม่เสียหายถาวร ซึ่งสำคัญกว่าการหาจังหวะเข้าที่แม่นยำ เพราะทุกระบบเทรดล้วนมีช่วงที่ผิดติดกัน
ทำไมตัวเลข 1-2% ถึงสำคัญ
สมมติเงินทุน 30,000 บาท เสี่ยง 1% ต่อไม้เท่ากับ 300 บาท หากขาดทุนติดกัน 10 ไม้ซึ่งเกิดขึ้นได้จริงกับทุกระบบ จะเสียไปราว 3,000 บาท เหลือเงินทุนกว่า 90% ยังเทรดต่อได้ตามปกติ แต่หากเสี่ยงไม้ละ 20% เพียงห้าไม้ที่ผิดติดกันก็แทบไม่เหลือเงินทุนให้กลับมาแล้ว
คณิตศาสตร์ของการติดลบ
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การขาดทุนกับการทำกำไรกลับมาไม่ได้สมมาตรกัน ถ้าพอร์ตติดลบ 50% ต้องทำกำไรถึง 100% จึงจะกลับมาเท่าทุน ถ้าติดลบ 80% ต้องทำกำไร 400% ยิ่งขาดทุนหนักเท่าไหร่ โอกาสกลับมายิ่งริบหรี่ลงแบบทวีคูณ การจำกัดความเสียหายตั้งแต่แรกจึงมีค่ามากกว่าการพยายามแก้ทีหลัง
วิธีนำไปใช้จริงในทุกออเดอร์
ก่อนเข้าออเดอร์ทุกครั้ง ให้กำหนดจุด Stop Loss จากโครงสร้างราคาก่อน แล้วคำนวณขนาด Lot ย้อนกลับด้วยสูตร ขนาด Lot = (เงินทุน × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง) ÷ (ระยะ SL เป็นจุด × มูลค่าต่อจุด) วิธีนี้ทำให้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่เสมอ ไม่ว่าจะเทรดคู่เงินไหนหรือตั้ง SL ห่างแค่ไหน
ความเสี่ยงรวมของทั้งพอร์ต
นอกจากความเสี่ยงต่อไม้แล้ว ควรจำกัดความเสี่ยงรวมของออเดอร์ที่เปิดพร้อมกันด้วย โดยทั่วไปไม่เกิน 5-6% ของเงินทุน และต้องระวังคู่เงินที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กัน เช่น การเปิด Buy หลายคู่ที่มี USD เป็นสกุลอ้างอิงพร้อมกัน แม้จะดูเหมือนกระจายความเสี่ยง แต่จริง ๆ คือการเดิมพันทิศทางเดียวกันด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น
คำเตือน: การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
