คำตอบสั้น: Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของคู่เงิน ถือเป็นต้นทุนหลักที่นักเทรดจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์บนบัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นแยก เมื่อเปิดออเดอร์ พอร์ตจะติดลบเท่ากับ Spread ทันที ราคาต้องวิ่งเกินระยะนี้ก่อนจึงจะเริ่มมีกำไร
Spread ทำงานอย่างไร
ทุกคู่เงินจะมีสองราคาเสมอ ราคา Bid คือราคาที่เราขายได้ และราคา Ask คือราคาที่เราซื้อได้ โดย Ask จะสูงกว่า Bid เสมอ ตัวอย่างเช่น EUR/USD แสดง 1.1049 / 1.1051 ส่วนต่าง 2 จุดนี้คือ Spread ซึ่งเป็นรายได้ของโบรกเกอร์จากการจับคู่คำสั่งซื้อขาย
Spread คงที่ กับ Spread ลอยตัว
Spread แบบคงที่ (Fixed) จะเท่าเดิมไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เหมาะกับผู้ที่ต้องการต้นทุนคาดการณ์ได้ ส่วน Spread แบบลอยตัว (Floating) เปลี่ยนตามสภาพคล่องจริง มักแคบกว่าในช่วงตลาดคึกคัก แต่กว้างขึ้นชัดเจนในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดเบาบาง
ช่วงเวลาที่ Spread กว้างผิดปกติ
ช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง Non-Farm Payroll หรือการประชุมธนาคารกลาง ช่วงรอยต่อระหว่างเซสชันที่สภาพคล่องต่ำ และช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ ล้วนทำให้ Spread กว้างขึ้นชั่วคราว บางครั้งกว้างขึ้นหลายเท่าตัว นักเทรดที่ตั้ง Stop Loss ไว้ชิดเกินไปอาจโดนปิดออเดอร์จากการขยายตัวของ Spread เพียงอย่างเดียว โดยที่ราคาจริงยังไม่ได้วิ่งไปถึงจุดนั้นด้วยซ้ำ
ต้นทุนสะสมสำคัญกว่าที่คิด
Spread ครั้งละไม่กี่จุดดูเหมือนน้อย แต่สำหรับคนที่เปิดออเดอร์วันละหลายไม้ ต้นทุนนี้สะสมจนกลายเป็นตัวแปรสำคัญของผลตอบแทนรวมในระยะยาว ก่อนเปิดบัญชีจึงควรเปรียบเทียบ Spread เฉลี่ยของคู่เงินที่ตั้งใจจะเทรดบ่อยที่สุดระหว่างโบรกเกอร์หลายราย ไม่ใช่ดูแค่คู่เงินหลักที่โบรกเกอร์ยกมาโฆษณา
คำเตือน: การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
